บทนำ
การวัดความดันโลหิตเป็นหนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการตรวจสุขภาพทั่วไป ทั้งในสถานพยาบาลและที่บ้าน ความดันโลหิตเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดแนวทางการวัดที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ การวัดที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การวินิจฉัยผิดพลาด ทั้งการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งที่ไม่ได้เป็น หรือพลาดการตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงที่แท้จริง ดังนั้นการทำความเข้าใจเทคนิคการวัดที่ถูกต้องตามแนวทาง WHO จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป
1. การเตรียมตัวผู้รับการวัดก่อนการวัดความดัน
การเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนการวัดความดันโลหิตเป็นขั้นตอนแรกที่ WHO ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมก่อนการวัดส่งผลโดยตรงต่อค่าที่ได้
ผู้รับการวัดควรนั่งพักในท่าสงบอย่างน้อย 5 นาที ก่อนการวัดทุกครั้ง
ควรงดการดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รวมถึงงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 นาที ก่อนการวัด
ไม่ควรออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนการวัด เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว
ควรปัสสาวะก่อนการวัด เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะที่เต็มอาจทำให้ค่าความดันสูงขึ้นได้ประมาณ 10-15 mmHg
ในระหว่างการวัด ผู้รับการวัดไม่ควรพูดคุย เพราะการพูดอาจทำให้ค่าความดันสูงขึ้นได้ถึง 6-7 mmHg
2. ท่าทางและตำแหน่งที่ถูกต้องในการวัดความดัน
ท่าทางของผู้รับการวัดและตำแหน่งการวางแขนเป็นปัจจัยสำคัญที่ WHO ระบุไว้อย่างชัดเจนในแนวทางการวัดความดันโลหิต
ผู้รับการวัดควรนั่งในท่าตัวตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ เท้าวางราบกับพื้น ไม่ไขว้ขา เพราะการไขว้ขาอาจทำให้ค่าความดันสูงขึ้น 2-8 mmHg
แขนที่ใช้วัดควรวางในระดับเดียวกับหัวใจ (ระดับกลางหน้าอก) หากแขนอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ ค่าความดันจะสูงขึ้น และหากสูงกว่าจะต่ำลง
ไม่ควรให้ผู้รับการวัดออกแรงค้ำแขนเอง เพราะการเกร็งกล้ามเนื้อจะทำให้ค่าความดันสูงขึ้นได้
ควรเปิดเผยผิวหนังบริเวณต้นแขนโดยตรง ไม่ควรวัดผ่านเสื้อผ้าหนา เพราะจะทำให้ค่าคลาดเคลื่อน
สำหรับผู้ป่วยที่ต้องนอน ควรให้แขนอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจโดยใช้หมอนรองรับ
3. การเลือกและการใช้อุปกรณ์วัดความดันที่ถูกต้อง
WHO แนะนำให้ใช้อุปกรณ์วัดความดันโลหิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและมีการสอบเทียบอย่างสม่ำเสมอ
เครื่องวัดความดันแบบปรอท (Mercury Sphygmomanometer) ถือเป็นมาตรฐานทองคำ แต่ปัจจุบัน WHO แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องวัดแบบดิจิทัลที่ผ่านการรับรอง เนื่องจากความเป็นพิษของปรอท
การเลือกขนาดของ Cuff (ผ้าพันแขน) ที่เหมาะสมมีความสำคัญมาก โดย Bladder ควรครอบคลุมแขน 80% และความกว้างควรเป็น 40% ของเส้นรอบวงแขน
หากใช้ Cuff ที่เล็กเกินไป จะทำให้ค่าความดันสูงกว่าความเป็นจริง และหากใหญ่เกินไปจะทำให้ค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
ควรตรวจสอบและสอบเทียบเครื่องวัดความดันทุก 6-12 เดือน เพื่อให้มั่นใจในความแม่นยำ
เครื่องวัดความดันที่ข้อมือสามารถใช้ได้ แต่ต้องวางข้อมือในระดับเดียวกับหัวใจเสมอ
4. ขั้นตอนการวัดความดันที่ถูกต้องตามมาตรฐาน WHO
ขั้นตอนการวัดที่เป็นระบบและถูกต้องตามแนวทาง WHO จะช่วยให้ได้ค่าความดันที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากที่สุด
พันผ้า Cuff รอบต้นแขนให้ขอบล่างของ Cuff อยู่สูงกว่าข้อพับแขน (Antecubital Fossa) ประมาณ 2-3 เซนติเมตร
ปั๊มลมเพิ่มความดันขึ้นไปจนกระทั่งชีพจรที่ข้อมือหายไป แล้วเพิ่มอีก 20-30 mmHg จากนั้นค่อยๆ ปล่อยลมออกในอัตรา 2-3 mmHg ต่อวินาที
ฟังเสียง Korotkoff Sounds ด้วยหูฟัง (Stethoscope) โดยวางไว้เหนือหลอดเลือดแดง Brachial ที่ข้อพับแขน
เสียงแรกที่ได้ยิน (Phase I) คือค่าความดันซิสโตลิก (Systolic) และเสียงที่หายไป (Phase V) คือค่าความดันไดแอสโตลิก (Diastolic)
WHO แนะนำให้วัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 นาที แล้วนำค่าเฉลี่ยมาใช้ หากค่าต่างกันเกิน 5 mmHg ควรวัดครั้งที่ 3
5. การแปลผลและการบันทึกค่าความดันโลหิต
การแปลผลและการบันทึกค่าความดันที่ถูกต้องตามแนวทาง WHO ช่วยให้การติดตามและวินิจฉัยโรคมีความแม่นยำมากขึ้น
WHO และ ISH (International Society of Hypertension) ได้กำหนดเกณฑ์การแปลผลความดันโลหิตสำหรับผู้ใหญ่ดังนี้ ความดันปกติคือต่ำกว่า 120/80 mmHg ความดันสูงปกติ (High Normal) คือ 120-129/80-84 mmHg และความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ 130/80 mmHg ขึ้นไป
ควรบันทึกค่าความดันทั้งสองข้างในการวัดครั้งแรก หากค่าต่างกันเกิน 15 mmHg ควรแจ้งแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งชี้ถึงภาวะผิดปกติของหลอดเลือด
ควรบันทึกค่าความดันพร้อมระบุแขนข้างที่วัด เวลาที่วัด ท่าทาง และยาที่รับประทานอยู่
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง WHO แนะนำให้วัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ (Home Blood Pressure Monitoring: HBPM) เพื่อหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ “White Coat Hypertension” หรือความดันสูงเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานพยาบาล
สรุป
การวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องตามแนวทาง WHO ไม่ใช่เพียงแค่การพันผ้าและกดปุ่ม แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้ ความใส่ใจ และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การเตรียมตัวผู้รับการวัด การจัดท่าทางที่ถูกต้อง การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการแปลผลและบันทึกค่าอย่างถูกต้อง ทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อความแม่นยำของค่าที่ได้ การวัดที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่จำเป็นหรือการพลาดการรักษาที่จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว ดังนั้น ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของ WHO อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การวัดความดันโลหิตเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างแท้จริง
